Graphic
คือ ศิลปะแขนงหนึ่งซึ่งใช้สื่อความหมายด้วยเส้น
สัญลักษณ์ รูปวาด ภาพถ่าย กราฟ แผนภูมิ การ์ตูน ฯลฯ
เพื่อให้สามารถสื่อความหมายข้อมูลได้ถูกต้องตรงตามที่ผู้สื่อสารต้องการส่วนคอมพิวเตอร์กราฟฟิกหมายถึง การสร้าง
การตกแต่งแก้ไข หรือการจัดการเกี่ยวกับภาพกราฟฟิกโดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ในการจัดการ
ยกตัวอย่างเช่น การตกแต่งภาพ การวาดภาพ การสร้างภาพตามจินตนาการ
และการใช้ภาพกราฟิกในการนำเสนอข้อมูลต่างๆ
Bitmap
ภาพบิตแมพ (Bitmap) เป็นภาพที่มีการเก็บข้อมูลแบบพิกเซล
หรือจุดเล็กๆ ที่แสดงค่าสี ดังนั้นภาพหนึ่งๆ จึงเกิดจากจุดเล็กๆ หลายๆ
จุดประกอบกัน (คล้ายๆ กับการปักผ้าครอสติก) ทำให้รูปภาพแต่ละรูป
เก็บข้อมูลจำนวนมาก เมื่อจะนำมาใช้ จึงมีเทคนิคการบีบอัดข้อมูล
ฟอร์แมตของภาพบิตแมพ ที่รู้จักกันดี ได้แก่ .BMP, .PCX, .GIF, .JPG, .TIF
Vector
ภาพเวกเตอร์ (Vector) เป็นภาพที่สร้างด้วยส่วนประกอบของเส้นลักษณะต่างๆ
และคุณสมบัติเกี่ยวกับสีของเส้นนั้นๆ ซึ่งสร้างจากการคำนวณทางคณิตศาสตร์ เช่น
ภาพของคน ก็จะถูกสร้างด้วยจุดของเส้นหลายๆ จุด เป็นลักษณะของโครงร่าง (Outline)
และสีของคนก็เกิดจากสีของเส้นโครงร่างนั้นๆ
กับพื้นที่ผิวภายในนั่นเอง เมื่อมีการแก้ไขภาพ ก็จะเป็นการแก้ไขคุณสมบัติของเส้น
ทำให้ภาพไม่สูญเสียความละเอียด เมื่อมีการขยายภาพนั่นเอง ภาพแบบ Vector ที่หลายๆ ท่านคุ้นเคยก็คือ ภาพ .wmf ซึ่งเป็น clipart
ของ Microsoft Office นั่นเอง
นอกจากนี้คุณจะสามารถพบภาพฟอร์แมตนี้ได้กับภาพในโปรแกรม Adobe Illustrator หรือ Macromedia Freehand
RGB
RGB เป็นระบบสีที่ประกอบด้วยแม่สี 3 สี คือ แดง ( Red), เขียว ( Green) และน้ำเงิน (Blue) เมื่อนำมาผสมผสานกันทำให้เกิดสีต่าง ๆ บนจอคอมพิวเตอร์มากถึง 16.7ล้านสี ซึ่งใกล้เคียงกับสีที่ตาเรามองเห็นปกติ สีที่ได้จากการผสมสีขึ้นอยู่กับความเข้มของสี โดยถ้าสีมีความเข้มมาก เมื่อนำมาผสมกันจะทำให้เกิดเป็นสีขาว จึงเรียกระบบสีนี้ว่าแบบAdditive หรือการผสมสีแบบบวก
CMYK
ระบบสี
CMYK เป็นระบบสีที่ใช้กับเครื่องพิมพ์ CMYK ย่อมาจาก cyan (ฟ้าอมเขียว) magenta (แดงอมม่วง) yellow (เหลือง) key (สีดำ - ไม่ใช้ B
แทน black เพราะจะสับสนกับ blue) ซึ่งเป็นชื่อสีที่นำมาใช้ การผสมสีทั้งสี่นี้
จะทำให้เกิดสีได้อีกหลายร้อยสี นำมาใช้ในการพิมพ์สีต่าง ๆ
ซึ่งปกติการเลือกใช้สีนั้น จะมีด้วยกันอยู่ 2 แบบคือ CMYK
และ RGB สามารถแบ่งแยกประเภทการใช้งานได้ง่ายๆ
นั้นก็คือ ถ้าเป็นสีที่ต้องพิมพ์ออกมา ไม่ว่าจะพิมพ์ในรูปแบบใดก็ตาม
จะต้องใช้ค่าสีของ CMYK แต่ถ้าต้องการสีที่แสดงผลออกทางหน้าจอ
ก็จะเลือกใช้ RGB เท่านั้น ซึ่งหลักการดังกล่าว ในปัจจุบัน
ยังมีผู้มีความเข้าใจในส่วนนี้น้อยมาก เนื่องจากว่า นักออกแบบมือสมัครเล่น หรือ
มือใหม่ เวลาต้องการจะทำงานประเภทสิ่งพิมพ์ ก็มักตั้งค่าสีเป็น RGB เพราะว่าค่าสีดังกล่าวสีสดกว่า แต่เมื่อสั่งพิมพ์แล้ว
ทำให้ค่าสีที่ออกมาผิดเพี้ยน มากหรือน้อย ก็ขึ้นอยู่กับสีที่เลือก เช่น เลือกสีแดง
อาจจะได้สีชมพู เหลือสีม่วง อาจจะได้สีน้ำเงิน
ดังนั้นผู้ที่ใช้โหมดสีควรจะทำความเข้าใจของงานให้มาก
เพื่องานที่ออกมาจะได้ค่าสีที่ตรงกับความต้องการ
องค์ประกอบในงานกราฟิก
องค์ประกอบในงานกราฟิก
แบ่งเป็น 7 ชนิด คือ เส้น การที่จุดหลายๆจุดถูกนำมาวางต่อเนื่องกันจนเกิดเป็นเส้นรูปทรงต่างๆ
ที่สื่อถึง ความรู้สึกที่แตกต่างกันออกไป
Ø เส้น
เส้นแนวนอน
ให้ความรู้สึกสงบราบเรียบ
เส้นตรงแนวตั้ง
ให้ความรู้สึกมั่นคงแข็งแรง
เส้นทแยง ให้ความรู้สึกรวดเร็ว
แสดงถึงการเคลื่อนไหว
เส้นตัดกัน
ให้ความรู้สึกประสาน แข็งแกร่งหนาแน่น
เส้นโค้ง
ให้ความรู้สึกอ่อนช้อย อ่อนน้อม
เส้นประ
ให้ความรู้สึกโปร่ง ให้ความรู้สึกเคลื่อนไหวไม่มีที่สิ้นสุด
เส้นโค้งแบบคลื่น
ให้ความรู้สึกเคลื่อนไหวอย่างนิ่มนวล
เส้นซิกแซก
ให้ความรู้สึกน่ากลัว อัตราย
Ø รูปร่าง (shape) เป็นการนำเส้นแบบต่างๆมาต่อกันจนได้รูปร่าง 2 มิติ แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ
รูปร่างที่คุ้นตา : แบบที่เห็นแล้วรู้ว่าคืออะไร
รูปร่างแบบฟรีฟอร์ม : ใช้รูปร่างสื่อ ความหมายที่จินตนาการไว้ออกมาไม่มี
รูปทรงที่แน่นอน
Ø รูปทรง (Form) เป็นมิติที่เพิ่มขึ้นมากลายเป็นงาน
3 มิติ
Ø น้ าหนัก (Value)
เป็นส่วนที่เสริมให้รูปทรงมีน้ำหนัก เบาหรือหนัก ทึบหรือโปร่งแสง โดยน้ำหนักจะเกิดจากการเติมแสงและเงา
Ø พื้นผิว แสดงให้รู้ว่ารูปร่างหรือรูปทรงที่นำมาใช้งานมีสัมผัสอย่างไร
ในงานออกแบบกราฟิก พื้นผิวเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่ช่วยสื่ออารมณ์ของงาน ให้ออกมาชัดเจนยิ่งขึ้น
เช่น การพิมพ์งานลงในกระดาษที่เงา และแวววาว งานนั้นจะสื่อ ออกไปทันทีว่า “หรูมีระดับ” หรือ พื้นผิวที่คล้ายสนิมหรือมีรอยเปื้อนงานจะสื่อความหมาย ถึง“ความเก่า”
Ø ที่ว่าง
ที่ว่างไม่ได้หมายถึงพื้นที่ว่างเปล่าเพียงอย่างเดียว แต่หมายรวมถึงพื้นที่ที่ไม่ส
าคัญ หรือ Background ด้วยในการออกแบบพื้นที่ว่างจะท
าให้งานดูไม่หนักจนเกินไป และ ช่วยเสริมจุดเด่นให้ชัดเจนมากขึ้น
Ø สีปัจจุบันมีแหล่งกำเนิดสีอยู่ 3 ชนิด คือ
• สีที่เกิดจากแสง เกิดจากการหักเหของแสง มีแม่สีคือ
แดง เขียว และน้ าเงิน หรือเรียก รวมกันว่า RGB น
ามาผสมกันเป็นสีสันต่างๆ อุปกรณ์ที่ใช้ได้แก่ โทรทัศน์และ จอคอมพิวเตอร์
• สีที่เกิดจากหมึกสีในการพิมพ์
เกิดจากการผสมหมึกสีทั้ง 4 ในเครื่องพิมพ์คือ ฟ้า ม่วงแดง
เหลือง และด า เรียกว่า CMYK ในการท างานกราฟิกหากต้องการน
างานที่ ออกแบบไปพิมพ์ตามแท่นพิมพ์แล้ว
นักออกแบบควรเลือกใช้โหมดสีนี้เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ ออกมาตรงกับที่เห็นในจอคอมพิวเตอร์
• สีที่เกิดจากธรรมชาติเกิดจากการสังเคราะห์ทางเคมี3
สีคือ แดง เหลือง และน้ าเงิน จากนั้นผสมสีเพื่อให้ได้สีอื่นๆ การผสมสีไว้ใช้งานจะใช้วิธีการผสมสีที่เกิดจากธรรมชาติ
การจัดองค์ประกอบศิลป์
หลักการจัดองค์ประกอบทางทัศนศิลป์ (Composition) คือ การนำเอาทัศนะธาตุ ได้แก่ จุด เส้น รูปร่าง
รูปทรง น้ำหนักอ่อนแก่ บริเวณว่าง สี และพื้นผิว
มาจัดประกอบเข้าด้วยกันจนเกิดความพอดี เหมาะสม
ทำให้งานศิลปะชิ้นนั้นมีคุณค่าอย่างสูงสุด ประกอบด้วยหลักเกณฑ์ต่อไปนี้
1. เอกภาพ (Unity) การรวมกลุ่มก้อน
ไม่แตกแยกกระจัดกระจายไปคนละทิศทางจนทำให้ขาดความสัมพันธ์กัน ในทางทัศนศิลป์เอกภาพยังเป็นส่วนที่แสดงให้เห็นถึงเนื้อหาเรื่องราวที่ต้องการแสดงอย่างชัดเจนด้วย
2.
ความสมดุล (Balance)
2.1 ความสมดุลของสิ่งที่ซ้ำหรือเหมือนกัน
(Symmetrical) คือ
เป็นการนำเอาส่วนประกอบที่มีรูปลักษณะเหมือนกัน มาจัดองค์ประกอบรวมเข้าด้วยกันให้ประสานกลมกลืน
เกิดการถ่วงน้ำหนักขององค์ประกอบส่วนต่าง ๆ
ในลักษณะที่พอเหมาะพอดีจนรู้สึกว่ามีความสมดุล อาจด้วยการจัดวางตำแหน่ง
ที่ตั้ง ช่องไฟ ระยะห่าง
อัตราจำนวน ขนาดรูปร่าง น้ำหนักอ่อนแก่ ฯลฯ ที่เหมือนกันหรือเท่า ๆ กันจนเกิดเป็นเอกภาพเดียวกัน
2.2 ความสมดุลของสิ่งที่ขัดแย้งหรือต่างกัน
(Asymmetrical) เป็นการนำเอาส่วนประกอบที่มีรูปลักษณะที่ต่างกันหรือขัดแย้งกัน
มาจัดองค์ประกอบเข้าด้วยกันให้ประสานกลมกลืนกัน เกิดการถ่วงน้ำหนักขององค์ประกอบส่วนต่าง ๆ ในลักษณะที่พอเหมาะพอดีจนรู้สึกว่ามีความสมดุล
โดยที่วัตถุหรือเนื้อหาในภาพไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน
3. จุดสนใจหรือการเน้น
(Emphasis)ส่วนที่สำคัญที่สุดของภาพที่ต้องการแสดง ซึ่งนำไปสู่การบอกเล่าเนื้อหาของภาพทั้งหมดหรือเป็นจุดที่ดึงดูดความสนใจให้มอง
ในทางทัศนศิลป์จุดสนใจควรมีเพียงจุดเดียว ซึงอาจเป็นส่วนที่แสดงความสำคัญหรือมีสีสันสดใสที่สุด นอกจากนั้นยังเน้นให้เกิดจุดสนใจด้วยการสร้างความแตกต่างขึ้นในภาพ
จุดสนใจไม่จำเป็นจะต้องอยู่จุดกึ่งกลางเสมอไป อาจอยู่ส่วนใดส่วนหนึ่งของภาพก็ได้
4. ความกลมกลืน (Harmony)
เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดของการจัดองค์ประกอบทางทัศนศิลป์ เพราะความกลมกลืนจะทำให้ภาพงดงาม
และนำไปสู่เนื้อหาเรื่องราวที่นำเสนอ ความกลมกลืนมี
2 แบบ คือ
4.1 ความกลมกลืนแบบคล้อยตามกัน
หมายถึง การนำรูปร่าง รูปทรง เส้น หรือสี ที่มีลักษณะเดียวกันมาจัด เช่น วงกลมทั้งหมด สี่เหลี่ยมทั้งหมด ซึ่งแม้ว่าอาจจะมีขนาดที่แตกต่างกัน แต่เมื่อนำมาจัดเป็นภาพขึ้นมาแล้วก็จะทำให้ความรู้สึกกลมกลืนกัน
4.2 ความกลมกลืนแบบขัดแย้ง
หมายถึง การนำเอาองค์ประกอบต่างชนิด
ต่างรูปร่าง รูปทรง ต่างสี มาจัดวางในภาพเดียวกัน เช่น รูปวงกลมกับรูปสามเหลี่ยม เส้นตรงกับเส้นโค้ง ซึ่งจะทำให้เกิดความขัดแย้งกันขึ้น
แต่ก็ยังให้ความรู้สึกกลมกลืนกัน
5. จังหวะ (Rhythm)
ระยะในการจัดภาพหรือการวางของวัตถุ ซ้ำไปซ้ำมา อย่างสม่ำเสมอ เช่น ลายไทย การปูกระเบื้อง หรือการแปรอักษร เป็นต้น
ความแตกต่างภาพกราฟิกแบบ bitmap และ vector
Bitmap
1. ลักษณะภาพประกอบขึ้นด้วยจุดต่างๆ มากมาย
2. ภาพมีจำนวนพิกเซลคงที่จึงต้องการค่าความละเอียดมากขึ้นเมื่อขยายภาพ โดยจะคำนวณค่าสีทีละ pixels ทำให้ภาพแตกเมื่อขยายภาพให้ใหญ่
3. เหมาะสำหรับงานกราฟิก ในแบบต้องการให้แสงเงาในรายละเอียด
4. แสดงภาพบนจอทันที เมื่อรับคำสั่งย้ายข้อมูลจากหน่วยความจำที่เก็บภาพไปยังหน่วยความจำของจอภาพ
Vector
1. ใช้สมการทางคณิตศาสตร์เป็นตัวสร้างภาพ โดยรวมเอา Object (เช่น วงกลม เส้นตรง) ต่างชนิดมาผสมกัน
2. สามารถย่อและขยายขนาดได้มากกว่า โดยสัดส่วนและลักษณะของภาพยังเหมือนเดิม ความละเอียดของภาพไม่เปลี่ยนแปลง
3. เหมาะสำหรับงานแบบวาง Layout งานพิมพ์ตัวอักษร Line Art หรือ Illustration
4. คอมพิวเตอร์จะใช้เวลาในการแสดงภาพมากกว่า เนื่องจากต้องทำตามคำสั่งที่มีจำนวนมากกว่า
1. ลักษณะภาพประกอบขึ้นด้วยจุดต่างๆ มากมาย
2. ภาพมีจำนวนพิกเซลคงที่จึงต้องการค่าความละเอียดมากขึ้นเมื่อขยายภาพ โดยจะคำนวณค่าสีทีละ pixels ทำให้ภาพแตกเมื่อขยายภาพให้ใหญ่
3. เหมาะสำหรับงานกราฟิก ในแบบต้องการให้แสงเงาในรายละเอียด
4. แสดงภาพบนจอทันที เมื่อรับคำสั่งย้ายข้อมูลจากหน่วยความจำที่เก็บภาพไปยังหน่วยความจำของจอภาพ
Vector
1. ใช้สมการทางคณิตศาสตร์เป็นตัวสร้างภาพ โดยรวมเอา Object (เช่น วงกลม เส้นตรง) ต่างชนิดมาผสมกัน
2. สามารถย่อและขยายขนาดได้มากกว่า โดยสัดส่วนและลักษณะของภาพยังเหมือนเดิม ความละเอียดของภาพไม่เปลี่ยนแปลง
3. เหมาะสำหรับงานแบบวาง Layout งานพิมพ์ตัวอักษร Line Art หรือ Illustration
4. คอมพิวเตอร์จะใช้เวลาในการแสดงภาพมากกว่า เนื่องจากต้องทำตามคำสั่งที่มีจำนวนมากกว่า
การใช้คอมพิวเตอร์กราฟิกกับงานด้านต่างๆ
1. คอมพิวเตอร์กราฟิกกับการออกแบบ คอมพิวเตอร์กราฟิกได้ถูกนำมาใช้ในการออกแบบมาเป็นเวลานาน
เราคงจะเคยได้ยินคำว่า CAD (Computer - Aided
Design) ซึ่งเป็นโปรแกรมสำหรับช่วยในการออกแบบทางวิศวกรรม
โปรแกรมเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ออกแบบหรือวิศวกรออกแบบงานต่างๆ ได้สะดวกขึ้น กล่าวคือ
ผู้ออกแบบสามารถเขียนเป็นแบบลายเส้นแล้วลงสี
แสงเงา
เพื่อให้ดูคล้ายกับของจริงได้
2. กราฟและแผนภาพ คอมพิวเตอร์กราฟิกถูกนำมาใช้ในการแสดงภาพกราฟและแผนภาพของข้อมูลได้เป็นอย่างดี
โปรแกรมทางกราฟิกทั่วไปในท้องตลาดจะเป็นโปรแกรมที่ใช้ในการสร้างภาพกราฟและแผนภาพ
โปรแกรมเหล่านี้ยังสามารถสร้างกราฟได้หลายแบบ เช่น กราฟเส้น กราฟแท่ง และกราฟวงกลม
นอกจากนี้ยังสามารถแสดงภาพกราฟได้ทั้งในรูปแบบ 2 มิติ และ 3 มิติ
3. ภาพศิลป์โดยคอมพิวเตอร์กราฟิก การวาดภาพในปัจจุบันนี้ใครๆ
ก็สามารถวาดได้แล้วโดยไม่ต้องใช้พู่กันกับจานสี แต่จะใช้คอมพิวเตอร์กราฟิกแทน
ภาพที่วาดในระบบคอมพิวเตอร์กราฟิกนี้เราสามารถกำหนดสี แสงเงา
รูปแบบลายเส้นที่ต้องการได้โดยง่าย
ภาพโฆษณาทางโทรทัศน์หลายชิ้นก็เป็นงานจากการใช้คอมพิวเตอร์กราฟิก
ข้อดีของการใช้คอมพิวเตอร์วาดภาพก็คือ
เราสามารถแก้ไขเพิ่มเติมส่วนที่ต้องการได้ง่าย นอกจากนี้เรายังสามารถนำภาพต่างๆ
เก็บในระบบคอมพิวเตอร์ได้โดยใช้เครื่องสแกนเนอร์ (Scanner)แล้วนำภาพเหล่านั้นมาแก้ไข
4. ภาพเคลื่อนไหวโดยใช้คอมพิวเตอร์ ภาพยนตร์การ์ตูนและภาพยนต์ประเภทนิยายวิทยาศาสตร์หรือภาพยนตร์ที่ใช้เทคนิคพิเศษต่างๆ
ในปัจจุบันมีการนำคอมพิวเตอร์กราฟิกเข้ามาช่วยในการออกแบบและสร้างภาพเคลื่อนไหว (Computer Animation) มากขึ้น
เนื่องจากเป็นวิธีที่สะดวก รวดเร็ว และง่ายกว่าวิธีอื่นๆ
5. อิมเมจโปรเซสซิงก์ คำว่าอิมเมจโปรเซสซิงก์ (Image
Processing) หมายถึง
การแสดงภาพที่เกิดจากการถ่ายรูปหรือจากการสแกนภาพให้ปรากฏบนจอภาพคอมพิวเตอร์
วิธีการทางอิเมจโปรเซสซิงก์จะต่างกับวิธีการของคอมพิวเตอร์กราฟิกวิธีการนี้มีประโยชน์ในการแสดงภาพของวัตถุที่เราไม่สามารถจะเห็นได้โดยตรง
เช่น ภาพถ่ายดาวเทียม ภาพจากทีวีสแกนของหุ่นยนต์อุตสาหกรรม เป็นต้น



















ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น